ชั้นวางของเหล็กสำหรับร้านวัสดุก่อสร้าง เลือกยังไงให้ “รับน้ำหนักได้จริง”
ร้านวัสดุก่อสร้างไม่ได้ขายของเบา ๆ แบบสินค้าแฟชั่น แต่เป็นสินค้าที่ “หนัก-ทิ่ม-คม-เป็นถุง-เป็นม้วน-เป็นเหล็กเส้น” การเลือกชั้นวางเหล็กผิดสเปกเสี่ยงทั้ง ชั้นแอ่น/ทรุด สินค้าร่วง ลูกค้าและพนักงานบาดเจ็บ และยังทำให้พื้นที่หน้าร้านรก หยิบของช้า ขายยากขึ้น บทความนี้สรุปวิธีเลือกชั้นวางเหล็กให้รับน้ำหนักได้จริง ใช้งานคุ้ม และปลอดภัย
1) เข้าใจ “น้ำหนักจริง” ของสินค้าก่อน
อย่าเดาจากความรู้สึก ให้ไล่ประเภทสินค้าหนัก ๆ ของร้าน เช่น
-
ปูนถุง 40–50 กก./ถุง (วางซ้อนหลายถุงน้ำหนักพุ่งเร็วมาก)
-
สี/กาว/เคมีภัณฑ์ (หนักรวมต่อชั้นสูง + เสี่ยงหก)
-
เหล็กเส้น/ท่อ/แป๊บ/ราง (ยาวและมีแรงงัด ต้องใช้คานรองรับ)
-
กระเบื้อง/หิน/แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ (น้ำหนักมากและต้องวางแบบแผ่น)
-
อุปกรณ์ช่างเป็นกล่อง (รวม ๆ ก็หนัก โดยเฉพาะวางเต็มชั้น)
ทิป: ให้ทำ “Top 20 สินค้าหนักสุด” ของร้าน พร้อมน้ำหนัก/หน่วย เพื่อใช้กำหนดสเปกชั้นวาง
2) แยก 3 ค่าให้ชัด: รับน้ำหนัก “ต่อชั้น / ต่อยูนิต / ต่อจุด”
คำว่า “รับน้ำหนักได้ 200 กก.” ต้องถามเพิ่มว่า
-
200 กก./ชั้น หรือ 200 กก./ทั้งชุด
-
เป็นน้ำหนัก กระจายเต็มพื้นที่ (UDL) หรือวาง จุดเดียว (Point Load)
-
ทดสอบที่ระยะคานเท่าไร และระยะชั้นกว้างเท่าไร
สินค้าวัสดุก่อสร้างมักเป็น “Point Load” เช่น วางถังสีรวมกอง หรือวางเหล็กเส้นเป็นจุด ๆ
ดังนั้นชั้นวางที่รับแบบกระจายได้สูง แต่รับจุดเดียวได้น้อย ก็อาจ “แอ่น” ได้
3) เลือกประเภทชั้นวางให้เหมาะกับของหนัก
A) ชั้นวางพาเลท (Pallet Rack / Selective Rack)
เหมาะ: ของหนักมาก ยกด้วยโฟล์คลิฟท์/แฮนด์ลิฟท์ วางพาเลทปูน/กระเบื้อง
จุดเด่น: รับน้ำหนักสูง ปลอดภัยเมื่อประกอบถูกต้อง ขยายเป็นแถวได้
ต้องมี: พื้นที่ทางเดินรถยก + กันชนเสา + คานล็อก + ป้ายรับน้ำหนัก
B) ชั้นเหล็กแบบคานหนัก (Longspan / Heavy Duty Shelving)
เหมาะ: หน้าร้าน/หลังร้านที่หยิบมือ วางถังสี เครื่องมือ กล่องอะไหล่
จุดเด่น: รับหนักกว่า boltless ทั่วไป ปรับชั้นได้
ควรเลือก: คานหนา + มีค้ำกลาง + แผ่นชั้นเหล็กหนา/ไม้หนา
C) ชั้น Boltless (เหมาะ “กลาง ๆ”)
เหมาะ: สินค้ากล่อง/ถุงที่ไม่หนักสุด และต้องปรับชั้นบ่อย
จุดเด่น: คุ้มงบ ประกอบง่าย
ข้อควรระวัง: ของหนักมากหรือเป็นจุดเดียวเสี่ยงแอ่น ต้องเลือกเสา/คานหนาจริง และอย่าโอเวอร์โหลด
D) แร็ควางเหล็กยาว (Cantilever Rack)
เหมาะ: เหล็กเส้น ท่อ แป๊บ ไม้ แผ่นยาว
จุดเด่น: รองรับของยาว ปลอดภัยกว่าเอาของยาวไปวางชั้นทั่วไป
ข้อควรมี: แขนรับน้ำหนักตามสเปก + กันตก + ยึดฐานแน่น
4) เช็ก “โครงสร้าง” ให้ดูออกว่าอันไหนรับหนักได้จริง
เวลาซื้อให้ดู 6 จุดนี้
-
เสา (Upright/Column) หนาไหม? มีรู/ลายปั๊มแข็งแรงหรือบาง ๆ
-
คาน (Beam) เป็นคานกล่อง/คานพับ? มีความสูงคานพอไหม
-
ตัวล็อก/สลัก มี safety lock กันคานหลุดหรือเปล่า
-
ค้ำกลาง/ค้ำยันทแยง ช่วยลดอาการโยก โดยเฉพาะชั้นสูง
-
แผ่นชั้น (Decking) เหล็กหนา/ไม้หนา และมีค้ำรองด้านล่าง
-
ฐาน/เพลท/การยึดพื้น ของหนักควรมี base plate และยึดพุกตามเหมาะสม
5) กฎง่าย ๆ กันชั้นแอ่นและกันอันตราย
-
วางของหนักไว้ ชั้นล่างสุด เสมอ (ลดจุดศูนย์ถ่วง)
-
ของหนัก “จุดเดียว” ให้มี ค้ำกลาง หรือแผ่นรองกระจายน้ำหนัก
-
อย่าให้ของยาว “ยื่นคาน” เกินสเปก → ใช้ cantilever หรือเพิ่มคานรอง
-
เว้นทางเดินให้หยิบของ/เข็นของได้ ไม่ชนชั้นจนเสียรูป
-
ติดป้าย โหลดรับน้ำหนักสูงสุด/ชั้น ที่เห็นชัด
-
ถ้าร้านมีรถยก/รถเข็นหนัก ควรทำ กันชนเสา (Protector)
6) คำนวณสเปกแบบเร็ว (ใช้ได้จริง)
-
ประเมินน้ำหนักรวมต่อชั้น = (น้ำหนัก/ชิ้น) × (จำนวนชิ้นที่วางจริง)
แล้วบวกเผื่อ 20–30% สำหรับการเติมของ/วางซ้อน -
ถ้าสินค้าเป็นจุดเดียว (เช่น ถังสีรวมกอง) ให้เผื่อเพิ่มอีก
และเลือกชั้นที่มีค้ำรองชัดเจน
7) เลือกให้คุ้ม: หน้าร้าน vs หลังร้าน
-
หน้าร้าน เน้นหยิบง่าย สวย เป็นระเบียบ ปลอดภัยลูกค้า → longspan/boltless เกรดดี + ป้ายชัด
-
หลังร้าน/สต็อก เน้นรับหนัก+จัดเก็บแน่น → pallet rack / cantilever / heavy duty ตามประเภทสินค้า
สรุป
ชั้นวางเหล็กสำหรับร้านวัสดุก่อสร้างต้องเลือกจาก “น้ำหนักจริงของสินค้า” และดูสเปกแบบแยก ต่อชั้น/ต่อยูนิต/ต่อจุด เลือกประเภทให้ตรงของหนัก (พาเลทแร็ค/คานหนัก/แร็คของยาว) และเสริมความปลอดภัยด้วยค้ำยึด ป้ายโหลด และกันชนเสา จะได้ชั้นที่ รับน้ำหนักได้จริง ใช้ได้นาน และลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ ในร้าน

