ควรเลือกชั้นวางของเหล็กกี่ชั้นดี? เลือกจำนวนชั้นให้เหมาะกับสินค้าและพื้นที่
การเลือก ชั้นวางของเหล็กกี่ชั้นดี ไม่ควรตัดสินจากจำนวนชั้นเยอะที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะชั้นที่มากขึ้นอาจเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ แต่ถ้าระยะห่างแต่ละชั้นแคบเกินไป สินค้าอาจวางไม่ได้ หยิบใช้งานลำบาก หรือรับน้ำหนักไม่เหมาะสมกับสินค้าจริง
โดยทั่วไปควรพิจารณาพร้อมกันอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่ ความสูงพื้นที่, ขนาดสินค้า, น้ำหนักสินค้า, ความถี่ในการหยิบ และความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นวาง
ดังนั้นชั้นวางเหล็ก 3 ชั้น, 4 ชั้น, 5 ชั้น หรือมากกว่านั้น ไม่มีจำนวนไหนดีที่สุดสำหรับทุกงาน แต่ต้องเลือกตามลักษณะการใช้งานจริง
ชั้นวางของเหล็กควรมีกี่ชั้น?
ชั้นวางของเหล็กควรเลือกจำนวนชั้นจากความสูงของสินค้าและพื้นที่ใช้งานเป็นหลัก โดยสินค้าขนาดใหญ่หรือหนักมักเหมาะกับชั้นจำนวนน้อยและมีระยะห่างมาก ส่วนสินค้าขนาดเล็ก น้ำหนักไม่มาก และมีหลายรายการ สามารถเพิ่มจำนวนชั้นเพื่อใช้พื้นที่แนวสูงได้คุ้มค่าขึ้น
ก่อนเลือกจำนวนชั้น ควรตรวจสอบ
-
ความสูงของชั้นวาง
-
ความสูงสินค้าจริง
-
ระยะเผื่อสำหรับหยิบสินค้า
-
น้ำหนักต่อชั้น
-
จำนวนสินค้าที่ต้องจัดเก็บ
-
วิธีหยิบสินค้า
-
ความสูงที่พนักงานเข้าถึงได้สะดวก
ตัวอย่างง่าย ๆ หากชั้นวางสูง 2 เมตร แต่สินค้ามีความสูงประมาณ 35–40 ซม. การเลือก 5–6 ชั้นอาจทำให้พื้นที่ใช้งานแน่นเกินไป เมื่อต้องเผื่อความหนาของคาน ชั้น และพื้นที่สำหรับยกสินค้าเข้าออก
ทำไมจำนวนชั้นของชั้นวางเหล็กถึงสำคัญ?
หลายคนมักมองว่าชั้นวางที่มีจำนวนชั้นเยอะกว่าย่อมเก็บสินค้าได้มากกว่า ซึ่งจริงเพียงบางส่วน
ตัวอย่างเช่น
ชั้นวางสูง 2 เมตร
-
แบบ 4 ชั้น อาจมีพื้นที่ต่อช่องสูงประมาณ 40–45 ซม.
-
แบบ 5 ชั้น ระยะต่อช่องจะลดลง
-
แบบ 6 ชั้น อาจเหมาะกับสินค้าชิ้นเล็กมากกว่า
ถ้าสินค้ามีความสูง 45 ซม. แต่เลือกชั้นวาง 6 ชั้น ต่อให้จำนวนชั้นเยอะก็อาจใช้งานจริงไม่ได้
ดังนั้นสิ่งที่ต้องคิดคือ
จำนวนชั้นที่ใช้งานได้จริง สำคัญกว่าจำนวนชั้นที่ใส่ได้มากที่สุด
ชั้นวางเหล็ก 3 ชั้น เหมาะกับอะไร?
ชั้นวางเหล็ก 3 ชั้นเหมาะกับสินค้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่หรือสูง รวมถึงสินค้าที่ต้องการพื้นที่เปิดระหว่างชั้นมาก
ตัวอย่างเช่น
-
กล่องสินค้าขนาดใหญ่
-
เครื่องมือช่าง
-
อะไหล่ขนาดใหญ่
-
อุปกรณ์โรงงาน
-
วัตถุดิบที่บรรจุในลัง
-
สินค้าที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก
ข้อดี
ระยะห่างแต่ละชั้นมาก ทำให้หยิบสินค้าได้ง่ายและสามารถวางสินค้าขนาดใหญ่ได้
ข้อควรพิจารณา
หากสินค้ามีขนาดเล็ก อาจใช้พื้นที่แนวสูงได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ชั้นวางเหล็ก 4 ชั้น เหมาะกับอะไร?
ชั้นวางของเหล็ก 4 ชั้นถือเป็นรูปแบบที่ใช้งานได้ค่อนข้างหลากหลาย
เหมาะกับ
-
คลังอะไหล่
-
ห้องเก็บของ
-
ร้านค้า
-
สต๊อกสินค้า
-
กล่องขนาดกลาง
-
เครื่องมือและอุปกรณ์ทั่วไป
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกกี่ชั้น การเริ่มพิจารณาที่ 4 ชั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม แล้วจึงปรับเพิ่มหรือลดตามขนาดสินค้า
ชั้นวางเหล็ก 5 ชั้น เหมาะกับอะไร?
ชั้นวางของเหล็ก 5 ชั้นเหมาะกับสินค้าขนาดเล็กถึงกลาง และต้องการแบ่งหมวดหมู่จำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น
-
อะไหล่เครื่องจักร
-
อุปกรณ์ไฟฟ้า
-
กล่องสินค้า
-
เครื่องมือขนาดเล็ก
-
สินค้าร้านออนไลน์
-
สต๊อกหลังร้าน
ข้อดีคือสามารถใช้พื้นที่แนวสูงได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มพื้นที่พื้นของคลัง
แต่ต้องตรวจสอบว่าสินค้าแต่ละช่องยังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการหยิบเข้าออก
ชั้นวางของเหล็ก 6 ชั้นขึ้นไป เหมาะกับงานแบบไหน?
ชั้นวางของเหล็กจำนวน 6 ชั้นขึ้นไปเหมาะกับสินค้าขนาดเล็ก หรือพื้นที่ที่ต้องการเพิ่มจำนวนช่องจัดเก็บจำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น
-
อะไหล่ชิ้นเล็ก
-
น็อตและสกรู
-
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
-
เครื่องเขียน
-
สินค้า E-Commerce
-
Bin หรือกล่องพลาสติกขนาดเล็ก
ในกรณีนี้ควรแบ่งสินค้าออกเป็นช่องหรือใช้กล่อง Bin เพื่อให้ค้นหาและหยิบสินค้าได้ง่าย
ตารางเปรียบเทียบชั้นวางเหล็กแต่ละจำนวนชั้น
| จำนวนชั้น | ลักษณะสินค้า | จุดเด่น | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| 2–3 ชั้น | ใหญ่ / สูง / หนัก | ช่องกว้าง หยิบง่าย | กล่องใหญ่ เครื่องมือ อุปกรณ์ |
| 4 ชั้น | ขนาดกลาง | ใช้งานได้หลากหลาย | คลังทั่วไป ร้านค้า โรงงาน |
| 5 ชั้น | เล็ก–กลาง | เพิ่มพื้นที่จัดเก็บแนวสูง | อะไหล่ สต๊อกสินค้า |
| 6 ชั้น | ขนาดเล็ก | แบ่งสินค้าได้หลายหมวด | E-Commerce อะไหล่เล็ก |
| 7 ชั้นขึ้นไป | เล็กมาก | เพิ่มจำนวนช่องจัดเก็บ | Bin, Parts, Component |
ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เพราะระยะใช้งานจริงขึ้นอยู่กับความสูงของชั้นวางและขนาดสินค้าแต่ละประเภท
วิธีคำนวณคร่าว ๆ ว่าควรใช้กี่ชั้น
สามารถเริ่มต้นจากสูตรง่าย ๆ
จำนวนช่องโดยประมาณ = ความสูงพื้นที่ใช้งาน ÷ ความสูงสินค้ารวมระยะเผื่อ
ตัวอย่าง
ชั้นวางสูงประมาณ 2,000 มม.
สินค้าสูงประมาณ 300 มม.
ต้องการระยะเผื่อในการหยิบประมาณ 100 มม.
ดังนั้นพื้นที่ต่อช่องประมาณ
300 + 100 = 400 มม.
เมื่อนำ
2,000 ÷ 400 = 5
จึงอาจเริ่มพิจารณาชั้นวางประมาณ 5 ระดับ
อย่างไรก็ตาม ในการออกแบบจริงต้องหักพื้นที่จาก
-
ความหนาของชั้น
-
คาน
-
ฐานชั้นวาง
-
ระยะจากพื้น
-
ระยะเผื่อด้านบน
ดังนั้นไม่ควรนำสูตรนี้ไปใช้กำหนดแบบโดยไม่ตรวจสอบโครงสร้างจริง
อย่าดูเฉพาะความสูงสินค้า ต้องดู “ระยะหยิบ” ด้วย
สมมติกล่องสินค้าสูง 30 ซม.
ไม่ได้หมายความว่าระยะระหว่างชั้นควรเป็น 30 ซม. พอดี
เพราะเวลายกกล่องออก พนักงานต้องมีพื้นที่สำหรับ
-
จับด้านข้าง
-
ยกกล่องขึ้นเล็กน้อย
-
ดึงสินค้าออกจากชั้น
-
อ่าน Label หรือ Barcode
ดังนั้นควรมี Clearance หรือระยะเผื่อเหนือสินค้า
โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องหยิบบ่อย
สินค้ายิ่งหนัก ควรวางไว้ชั้นไหน?
สินค้าที่มีน้ำหนักมากควรจัดเก็บในระดับต่ำเมื่อทำได้
ตัวอย่างการจัดวาง
| ระดับ | สินค้าที่เหมาะสม |
|---|---|
| ชั้นล่าง | สินค้าหนัก / กล่องใหญ่ |
| ระดับเอว | สินค้าที่หยิบบ่อย |
| ระดับอก | สินค้าที่หยิบบ่อย |
| ระดับสูง | สินค้าเบา / หยิบน้อย |
แนวทางนี้ช่วยลดการยกของหนักจากระดับสูงและทำให้การหยิบสินค้าที่ใช้บ่อยสะดวกขึ้น
จำนวนชั้นเยอะขึ้น รับน้ำหนักได้น้อยลงหรือไม่?
ไม่สามารถสรุปจากจำนวนชั้นเพียงอย่างเดียว
ความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นวางขึ้นอยู่กับ
-
รูปแบบโครงสร้าง
-
ขนาดเสา
-
ความหนาเหล็ก
-
ลักษณะคาน
-
ระยะ Span
-
จำนวนคาน
-
วัสดุพื้นชั้น
-
จุดยึด
-
การกระจายน้ำหนัก
ดังนั้นคำว่า “รับน้ำหนัก 500 กก.” ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเป็น
-
500 กก. ต่อชั้น
-
500 กก. ต่อ Bay
-
500 กก. ต่อชุด
-
หรือเป็นน้ำหนักแบบกระจายสม่ำเสมอ
ก่อนซื้อควรตรวจสอบ Load Capacity จากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายให้ชัดเจน
ชั้นวางเหล็กสำหรับคลังสินค้าควรสูงเท่าไร?
ความสูงที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวิธีหยิบสินค้า
หากพนักงานหยิบสินค้าด้วยมือโดยตรง ชั้นที่ใช้งานบ่อยมักควรอยู่ในระดับที่เข้าถึงง่าย
แต่หากมี
-
บันได
-
Picking Ladder
-
รถยก
-
Order Picker
-
Forklift
ก็สามารถออกแบบชั้นให้สูงขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความสูงต้องพิจารณาความมั่นคงและความปลอดภัยของโครงสร้างด้วย ไม่ควรนำชั้นวางทั่วไปไปต่อความสูงเองโดยไม่มีการตรวจสอบจากผู้ผลิตหรือผู้เชี่ยวชาญ
เลือกจำนวนชั้นตามประเภทสินค้า
| ประเภทสินค้า | จำนวนชั้นที่อาจเริ่มพิจารณา |
|---|---|
| เครื่องมือขนาดใหญ่ | 2–4 ชั้น |
| กล่องสินค้าทั่วไป | 3–5 ชั้น |
| อะไหล่ | 4–6 ชั้น |
| สินค้า E-Commerce | 5–7 ชั้น |
| Bin ขนาดเล็ก | 6 ชั้นขึ้นไป |
| สินค้าหนัก | 2–4 ชั้น |
| สินค้าหลากหลายขนาด | ชั้นปรับระดับได้ |
คำว่า “อาจเริ่มพิจารณา” มีความสำคัญ เพราะการเลือกจริงต้องอ้างอิงขนาดและน้ำหนักสินค้าหน้างาน
ถ้าสินค้ามีหลายขนาด ควรเลือกชั้นแบบไหนดี?
หากสินค้าในคลังมีหลายขนาด ควรเลือก ชั้นวางที่สามารถปรับระดับชั้นได้
ตัวอย่างเช่น
ด้านล่างอาจเว้นช่องสูงสำหรับกล่องใหญ่
ตรงกลางใช้ช่องขนาดกลาง
ด้านบนแบ่งช่องเล็กสำหรับสินค้าน้ำหนักเบา
ไม่จำเป็นต้องกำหนดทุกช่องให้มีความสูงเท่ากัน
นี่เป็นข้อดีของการออกแบบชั้นวางตามสินค้าแทนการเลือกชั้นสำเร็จรูปจากจำนวนชั้นอย่างเดียว
5 ข้อมูลที่ควรวัดก่อนสั่งชั้นวางเหล็ก
1. ความกว้างสินค้า
วัดจากจุดที่กว้างที่สุดของสินค้า บรรจุภัณฑ์ หรือกล่องจริง
2. ความลึกสินค้า
ตรวจสอบว่าสินค้าสามารถวางบนชั้นได้โดยไม่ยื่นออกมามากเกินไป
3. ความสูงสินค้า
ใช้สำหรับกำหนดระยะระหว่างชั้น
4. น้ำหนักสินค้า
ควรรู้ทั้งน้ำหนักต่อชิ้นและน้ำหนักรวมที่จะวางต่อชั้น
5. จำนวนสินค้า
ช่วยกำหนดจำนวน Bay และจำนวนระดับชั้นที่ต้องใช้
HowTo: วิธีเลือกว่าควรใช้ชั้นวางเหล็กกี่ชั้น
ขั้นตอนที่ 1 วัดความสูงของพื้นที่
วัดจากพื้นถึงระดับสูงสุดที่สามารถติดตั้งชั้นวางได้จริง และตรวจสอบสิ่งกีดขวาง เช่น ท่อ ไฟ และระบบอาคาร
ขั้นตอนที่ 2 วัดขนาดสินค้าจริง
เลือกสินค้าที่สูงที่สุดหรือแบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่มตามขนาด
ขั้นตอนที่ 3 กำหนดระยะเผื่อ
เพิ่มพื้นที่เหนือสินค้าเพื่อให้สามารถหยิบและวางสินค้าได้สะดวก
ขั้นตอนที่ 4 ประเมินน้ำหนักต่อชั้น
คำนวณน้ำหนักรวมของสินค้าที่จะวางในแต่ละระดับ ไม่ใช่ดูเฉพาะน้ำหนักของสินค้าหนึ่งชิ้น
ขั้นตอนที่ 5 แบ่งสินค้าตามความถี่ในการหยิบ
สินค้าที่หยิบบ่อยควรอยู่ในระดับที่เข้าถึงง่าย ส่วนสินค้าที่หยิบน้อยสามารถเก็บในระดับสูงกว่าได้
ขั้นตอนที่ 6 เลือกจำนวนชั้นและทดลอง Layout
นำข้อมูลทั้งหมดมาจัด Layout เพื่อดูว่า 3, 4, 5 หรือ 6 ชั้น รูปแบบไหนให้ Capacity ที่เหมาะสมและยังใช้งานสะดวก
ไม่ควรเพิ่มจำนวนชั้นอย่างเดียวเพื่อให้เก็บของได้เยอะขึ้น
ถ้าต้องการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ มีหลายวิธีมากกว่าการเพิ่มจำนวนชั้น เช่น
-
เพิ่มความยาวของชั้น
-
เพิ่มจำนวน Bay
-
ใช้พื้นที่แนวสูง
-
ปรับ Slotting สินค้า
-
ใช้ Bin สำหรับชิ้นส่วนขนาดเล็ก
-
แบ่งสินค้า Fast / Slow Moving
-
เปลี่ยน Layout ทางเดิน
-
เลือกระบบ Rack ให้เหมาะกับสินค้า
บางคลังเพิ่มจำนวนชั้นจาก 4 เป็น 6 แต่กลับหยิบสินค้าได้ช้าลง เพราะต้องค้นหาและเข้าถึงสินค้าในพื้นที่ที่แคบกว่าเดิม
ดังนั้นควรดูทั้ง Storage Capacity และ Picking Efficiency ไปพร้อมกัน
ชั้นวางเหล็กสำหรับโรงงานกับร้านค้าควรใช้จำนวนชั้นเหมือนกันหรือไม่?
ไม่จำเป็น
ร้านค้าส่วนใหญ่มักต้องเน้นการมองเห็นสินค้าและหยิบสินค้าได้ง่าย
ส่วนคลังโรงงานอาจให้ความสำคัญกับ
-
Capacity
-
น้ำหนัก
-
ความปลอดภัย
-
การแบ่ง Location
-
การเคลื่อนย้ายสินค้า
ดังนั้นแม้จะใช้ชั้นวางขนาดเดียวกัน จำนวนชั้นที่เหมาะสมก็อาจแตกต่างกัน
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจำนวนชั้นของชั้นวางเหล็ก
ชั้นวางเหล็กควรเลือกกี่ชั้นดี?
ควรเลือกจากความสูงของสินค้า น้ำหนักสินค้า ความสูงพื้นที่ และวิธีหยิบเป็นหลัก สินค้าขนาดกลางทั่วไปอาจเริ่มพิจารณาที่ประมาณ 4–5 ชั้น ส่วนสินค้าขนาดใหญ่ควรใช้จำนวนชั้นน้อยลง
ชั้นวางเหล็ก 5 ชั้นดีไหม?
เหมาะกับสินค้าขนาดเล็กถึงกลาง เช่น กล่องสินค้า อะไหล่ และสต๊อกทั่วไป แต่ควรตรวจสอบระยะห่างระหว่างชั้นและน้ำหนักที่ชั้นสามารถรับได้ก่อน
ชั้นวางยิ่งมีหลายชั้นยิ่งดีหรือไม่?
ไม่เสมอไป หากจำนวนชั้นมากเกินไป ระยะห่างระหว่างชั้นจะลดลง ทำให้หยิบสินค้าและวางสินค้าขนาดใหญ่ได้ยาก
ชั้นวางเหล็ก 4 ชั้นเหมาะกับอะไร?
เหมาะกับสินค้าขนาดกลาง งานคลังทั่วไป ร้านค้า ห้องเก็บของ อะไหล่ และเครื่องมือ ถือเป็นจำนวนชั้นที่สามารถใช้งานได้ค่อนข้างหลากหลาย
สินค้าหนักควรวางไว้ชั้นไหน?
ควรวางในระดับต่ำเพื่อให้หยิบและเคลื่อนย้ายได้ง่ายขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการยกของหนักในระดับสูง
ต้องเผื่อพื้นที่เหนือสินค้าหรือไม่?
ควรเผื่อ เพราะพนักงานต้องมีพื้นที่สำหรับจับ ยก และดึงสินค้าออกจากชั้น หากเว้นระยะเท่าความสูงสินค้าพอดีอาจใช้งานจริงได้ยาก
ชั้นวางเหล็กสามารถเพิ่มชั้นภายหลังได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับระบบชั้นวาง หากเป็นรุ่นที่รองรับการปรับระดับและมีอุปกรณ์มาตรฐานเดียวกันอาจเพิ่มได้ แต่ต้องตรวจสอบ Capacity และข้อกำหนดของผู้ผลิตก่อน
ชั้นวางเหล็กรับน้ำหนักได้เท่าไร?
ขึ้นอยู่กับการออกแบบ โครงสร้าง ขนาดเสา คาน ระยะ Span และวัสดุ ไม่สามารถกำหนดจากจำนวนชั้นเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบ Load Capacity ของรุ่นที่ใช้งานจริง
สรุป ควรเลือกชั้นวางเหล็กกี่ชั้น?
คำตอบคือ เลือกจำนวนชั้นให้สัมพันธ์กับสินค้า ไม่ใช่เลือกจำนวนชั้นให้มากที่สุด
ถ้าเป็นสินค้าขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก อาจเหมาะกับ 2–4 ชั้น
สินค้าขนาดกลางทั่วไปอาจเริ่มพิจารณา 4–5 ชั้น
ส่วนสินค้าเล็กหรืออะไหล่จำนวนมากสามารถพิจารณา 5–7 ชั้นขึ้นไป
ก่อนเลือกควรวัด กว้าง × ลึก × สูง + น้ำหนักสินค้า + จำนวนสินค้า + ความสูงพื้นที่ แล้วจึงนำมาจัด Layout
วิธีนี้ช่วยให้ชั้นวางไม่ได้เพียง “ใส่ของได้” แต่ยังหยิบสะดวก ใช้พื้นที่คุ้มค่า และเหมาะกับการใช้งานจริงในระยะยาว
#ชั้นวางเหล็ก #ชั้นวางสินค้า #ชั้นวางของ #ชั้นวางคลังสินค้า #Rack #StorageRack #WarehouseRack #คลังสินค้า #จัดเก็บสินค้า #WarehouseStorage
💬 ปรึกษาระบบชั้นวางพาเลททาง LINE
👉 https://page.line.me/002dihds
💬 Facebook Fanpage
👉 https://www.facebook.com/hachiko.safety/
🏗️ บริการออกแบบ–ติดตั้งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ
👉 https://hachikosafety.com/pages/ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ
🏗️ บริการออกแบบ–ติดตั้งระบบชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรม
👉 https://hachikosafety.com/pages/installation-rack
📦 ดูสินค้า: ชั้นเหล็กวางของ / ชั้นวางพาเลท / ชั้นวางของเหล็ก / ชั้นวางอุตสาหกรรม
👉 https://hachikosafety.com/pages/ชั้นวางของอุตสาหกรรม-ชั้นวางของเหล็ก
🛒 ดูสินค้าชั้นวางทั้งหมด
👉 https://hachikosafety.com/collections/ชั้นวางสินค้า

