เลือกชั้นวางพาเลทยังไงให้เหมาะกับขนาดพาเลทและโฟล์คลิฟท์
การเลือก ชั้นวางพาเลท (Pallet Racking) ให้เหมาะกับ “ขนาดพาเลท” และ “โฟล์คลิฟท์” ให้เริ่มจาก 4 จุด:
1) ขนาดพาเลท/น้ำหนักต่อพาเลทจริง 2) ความสูงยกของโฟล์คลิฟท์ 3) ความกว้างทางเดินที่รถต้องเลี้ยวเข้าออก 4) ระดับความหนาแน่นการจัดเก็บที่ต้องการ (เก็บเยอะ vs หยิบเร็ว)
จากนั้นกำหนด จำนวนพาเลทต่อช่อง, ความยาวคาน (Beam), ระยะห่างช่องวาง, และ ความกว้าง Aisle ให้ “ยกได้จริง เลี้ยวได้จริง ปลอดภัย และขยายได้ในอนาคต”
ถ้าชั้นวางพาเลทเลือกผิด “จะเสียทั้งพื้นที่และเวลาทำงาน” เช่น ทางเดินแคบจนรถเลี้ยวไม่พ้น, คานยาวไม่พอดีกับจำนวนพาเลท, ระดับชั้นสูงเกินรถยก, หรือวางแล้วชนเสา/ชนคานบ่อยจนสินค้าเสียหาย
บทความนี้จะพาไล่เช็กทีละจุด เพื่อให้คุณเลือกสเปกได้ตรงหน้างานจริง
1) เริ่มจาก “พาเลทจริง” ไม่ใช่พาเลทในแคตตาล็อก
ให้เก็บข้อมูลพาเลทที่ใช้ประจำ (อาจมีหลายขนาด) แล้วสรุปให้ได้ 5 ค่า
-
กว้าง × ยาว ของพาเลท (mm)
-
ความสูงรวมสินค้าเมื่อวางบนพาเลท (mm)
-
น้ำหนักต่อพาเลท (kg) (รวมสินค้า+พาเลท)
-
ทิศทางการเข้าหยิบของโฟล์คลิฟท์ (เข้าด้านกว้าง/ด้านยาว)
-
ชนิดพาเลท (ไม้/พลาสติก/เหล็ก) และสภาพพาเลท (บิดงอไหม)
ทริคสำคัญ: ถ้าพาเลท “บวม/โก่ง/ขนาดไม่เท่ากัน” ต้องเผื่อระยะข้างๆ มากขึ้น ไม่งั้นจะเกิดการติดขัดและชนคาน
2) เลือกประเภทชั้นวางให้ตรง “ความหนาแน่น vs ความเร็วหยิบ”
ก่อนลงรายละเอียดคาน/เสา ให้เลือก “แนวระบบ” ให้ตรงเป้าหมายงาน
-
Selective Rack (ชั้นวางพาเลทแบบเข้าถึงทุกพาเลทได้)
เหมาะกับ SKU หลากหลาย หยิบบ่อย ต้องการเข้าถึงพาเลททุกตัว -
Double Deep / VNA / Drive-in / Push Back / Pallet Flow
เหมาะเมื่ออยาก “เก็บแน่นขึ้น” แต่ต้องยอมแลกกับเงื่อนไขการหยิบ (FIFO/LIFO) และชนิดรถยก/ทางเดินเฉพาะทาง
ถ้าคลังคุณ “ของหลายแบบ + หยิบบ่อย” เริ่มที่ Selective จะคุ้มและยืดหยุ่นที่สุด
3) คำนวณ “จำนวนพาเลทต่อช่อง” เพื่อหา Beam Length ที่พอดี
คำถามที่ต้องตอบให้ชัด:
-
1 ช่องวางจะวาง 2 พาเลท หรือ 3 พาเลท?
-
วางแบบ พาเลทวางบนคาน (beam) หรือ วางบนเด็ค/แผ่นรอง?
แนวคิดการเผื่อระยะ (สำคัญมาก):
-
เผื่อระยะ “ซ้าย-ขวา” กันชน/กันเอียง
-
เผื่อระยะ “ระหว่างพาเลท” เพื่อให้สอดงาเข้าได้ไม่เฉี่ยว
-
เผื่อระยะเพื่อพาเลทที่ขนาดคลาดเคลื่อน
ผลลัพธ์คือคุณจะได้สเปกหลัก 2 ตัว:
-
ความยาวคาน (Beam Length)
-
จำนวนพาเลทต่อ Bay (ต่อช่อง)
ถ้าคุณบอก “ขนาดพาเลทที่ใช้ + อยากวางกี่พาเลทต่อช่อง” จะล็อกสเปกคานได้เร็วมาก
4) ดู “โฟล์คลิฟท์” ให้ครบ 4 ค่า แล้วค่อยกำหนดทางเดิน (Aisle)
หลายคลังพลาดเพราะดูแค่ “กว้างรถ” แต่จริงๆ ต้องดูเพิ่ม
-
ชนิดรถยก (Counterbalance / Reach / VNA / Stacker ฯลฯ)
-
รัศมีเลี้ยว + ระยะท้ายรถ (tail swing)
-
ความสูงยกสูงสุด (Max lift height)
-
ความสามารถยกเมื่อยกสูง (ยกสูงมาก ความสามารถยกลดลงได้)
แนวทางเลือกทางเดิน:
-
ถ้าต้องการหยิบเร็ว รถสวนกันได้ → ทางเดินต้อง “กว้างพอให้เลี้ยวเข้าหน้าแร็คได้สบาย”
-
ถ้าอยากประหยัดพื้นที่มาก → ไปทาง Reach / VNA (แต่ต้องลงทุนรถและระบบนำทาง/ความปลอดภัยเพิ่ม)
เช็กหน้างานจริง: ให้ทดสอบ “เลี้ยวเข้าชั้น” แบบทำงานจริง (มีพาเลทจริง) แล้วดูว่ามีจุดไหนเฉี่ยวเสา/คานหรือไม่
5) ระยะช่องวางแนวตั้ง (Clearance) ต้องสัมพันธ์กับ “พาเลท + สินค้า + ความคลาดเคลื่อน”
การกำหนดระยะความสูงต่อชั้น (ระดับคานต่อคาน) ควรพิจารณา
-
ความสูง “สินค้า+พาเลท”
-
ความสูงงา/แคร่ (carriage) ตอนยกเข้า
-
เผื่อการเอียงของเสาเมื่อรับน้ำหนัก
-
เผื่อความผิดพลาดของคนขับ (สำคัญในคลังที่งานเร็ว)
ถ้าช่องเตี้ยไป → ชนคาน สินค้าเสียหาย งานช้า และอันตราย
ถ้าช่องสูงไป → เสียพื้นที่แนวตั้ง เก็บได้น้อยลง
6) น้ำหนักจริง = ตัวกำหนด “ขนาดเสา/คาน/ฐาน” และความปลอดภัย
อย่าดูแค่ว่า “คานรับได้เท่าไหร่” ให้ดูเป็นระบบ:
-
Load per pallet (น้ำหนักต่อพาเลท)
-
Load per level (น้ำหนักต่อชั้น/ต่อคานคู่)
-
Load per bay (น้ำหนักรวมต่อช่วงเสา 1 ช่วง)
-
Load per upright (น้ำหนักรวมที่ลงเสา)
และอย่าลืม:
-
แผ่นพื้นรับน้ำหนักได้ไหม (โดยเฉพาะชั้นสูง/หลายชั้น)
-
ต้องมี แผงกันชน/กันกระแทก/เสาการ์ด ในจุดเสี่ยงรถเฉี่ยว
-
ป้ายโหลด (Load sign) ให้ชัด เพื่อคุมการใช้งานจริง
7) เช็กลิสต์ “สเปกที่ต้องมี” ก่อนขอใบเสนอราคา
เอาลิสต์นี้ไปคุยได้เลย ลดการเดา ลดการแก้แบบทีหลัง
-
ขนาดพาเลทที่ใช้ (ก×ย×ส) และน้ำหนักต่อพาเลท
-
จำนวนพาเลทต่อช่อง (2 หรือ 3)
-
จำนวนพาเลทรวมที่ต้องการเก็บ + เผื่อโตในอนาคต (%)
-
ชนิดโฟล์คลิฟท์ + ความสูงยก + พื้นที่/ทางเดินจริง
-
วิธีหมุนเวียนสินค้า FIFO/LIFO และความถี่การหยิบ
-
ความสูงอาคาร/คานหลังคา/สปริงเกลอร์/สิ่งกีดขวาง
-
ประเภทธุรกิจ/ความเสี่ยง (ของแตกง่าย, ของหนัก, เคมี, ห้องเย็น)
FAQ (คำถามพบบ่อย)
Q1: พาเลทมีหลายขนาดในคลังเดียว ทำชั้นวางแบบเดียวได้ไหม?
ได้ แต่อาจต้องเลือก “ขนาดอ้างอิงที่ใหญ่สุด” และเผื่อระยะให้พอ หรือทำเป็นโซนแร็คต่างสเปกเพื่อให้ใช้พื้นที่คุ้มกว่า
Q2: วาง 2 พาเลทต่อช่องหรือ 3 พาเลทต่อช่อง แบบไหนคุ้มกว่า?
3 พาเลท/ช่องมักใช้พื้นที่คุ้มกว่า แต่ต้องเช็กความยาวคาน การโก่งตัว น้ำหนักรวม และความสะดวกในการหยิบจริง ถ้าหยิบบ่อยมาก 2 พาเลท/ช่องอาจทำงานเร็วกว่า
Q3: ทางเดินโฟล์คลิฟท์ควรกว้างเท่าไหร่?
ขึ้นกับชนิดรถยก รัศมีเลี้ยว และวิธีทำงานจริง (สวนกัน/ทางเดียว) ทางที่แม่นที่สุดคือเอาสเปกรถรุ่นที่ใช้ + ทดสอบการเลี้ยวเข้าชั้นในพื้นที่จริง
Q4: ทำไมชั้นวางพาเลทต้องมีอุปกรณ์กันชน/การ์ดเสา?
เพราะความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากรถเฉี่ยวเสา เมื่อเสาเสียรูปจะกระทบความแข็งแรงทั้งช่วง เสี่ยงอันตรายและซ่อมแพงกว่าติดกันชนตั้งแต่แรก
Q5: ถ้าจะทำแร็คสูงๆ ต้องเช็กอะไรเพิ่ม?
ต้องเช็กพื้นรับน้ำหนัก, การยึดพื้น/ยึดผนัง (ตามแบบ), ความเอียง/การสั่น, ระยะเคลียร์กับสปริงเกลอร์/ไฟ/ท่อ และความสามารถยกของรถเมื่อยกสูง
Q6: เลือกชั้นวางพาเลทให้รองรับอนาคต ต้องทำยังไง?
เผื่อจำนวนพาเลท, เผื่อพื้นที่ขยายแถว, เลือกสเปกเสา/คานที่ปรับระดับได้, และวางผังทางเดินให้รองรับรถรุ่นที่อาจเปลี่ยนในอนาคต
#ชั้นวางพาเลท #PalletRack #PalletRacking #ชั้นวางโกดัง #แร็คพาเลท #โฟล์คลิฟท์ #Forklift #จัดผังโกดัง #คลังสินค้า #ระบบจัดเก็บ #งานติดตั้งชั้นวาง #Warehouse #Logistics #เพิ่มพื้นที่จัดเก็บ #ความปลอดภัยในคลัง
-
💬 ปรึกษาระบบชั้นวางพาเลททาง LINE
👉 https://page.line.me/002dihds - 💬 Facebook Fanpage
👉 https://www.facebook.com/hachiko.safety/
-
🏗️ บริการออกแบบ–ติดตั้งระบบชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรม
👉https://hachikosafety.com/pages/installation-rack - 📦 ชั้นวางพาเลท ชั้นวางเหล็ก ชั้นวางของเหล็ก ชั้นวางอุตสาหกรรม
👉 https://hachikosafety.com/pages/ชั้นวางพาเลท


